คำสาป / กตัญญู สว่างศรี

posted on 30 Apr 2011 20:45 by readmealoneplease
 
 
เคยฝันมั้ยครับ?
ฝันที่ไม่ได้ถึงความใฝ่ฝันหรือความตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่างในอนาคต
แต่มันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหัวในขณะหลับ ว่ากันว่ามันอาจจะมาจากจิตใต้สำนึก
ก้นบึ้งในหัวใจ บวกกับจินตนาการหรืออะไรก็แล้วแต่
แต่ตัวตนของเรา หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มักจะผิดแผก บิดเบี้ยว และหลุดโลก

รวมเรื่องสั้น คำสาป ของกตัญญู สว่างศรีเล่มนี้ก็เช่นกัน
เรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องมีลักษณะก้ำกึ่ง
เหมือนตอนจบที่ไม่จบ แต่ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายต่อ
เหมือนมีเหตุผลที่จะอธิบายพฤติกรรมแต่ก็ไม่จำเป็น
เหมือนจะงงแต่ไม่ต้องตีความ
และเหมือนความจริงที่ปรากฏอยู่ในความฝัน

ทั้งหญิงสาวที่คุ้มคลั่งเมื่อได้ยินเสียงสายฝน,
รถเมล์ที่พาผู้โดยสารไปยังดินแดนที่แปลกประหลาด
เหล่าผู้คนในคอนโดกับเหตุการณ์ในห้อง 603,
ชายหนุ่มที่ต้องขับรถตลอดเวลาไม่เช่นนั้นจะผิวหนังจะไหม้
หรือชายแก่ผู้เฝ้ารอการกลับมาของลูกชาย และได้พบว่าเขาได้กลับมาเมื่อตายไปแล้ว

ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือแฟนตาซี แต่ดูคล้ายเป็นเรื่องจริง
ที่ก่อกวนอารมณ์และตะกอนก้นบางอย่างในหัวใจเป็นอย่างมาก
ทั้งเรื่องราว และพฤติกรรมตัวละครล้วนแปลกประหลาด
หากจะว่าเป็นไปได้ก็ไม่ใช่ หรือจินตนาการก็ไม่เชิง

แต่ความอึมครึมระคนงงงวยที่เกิดขึ้นกลับน่าสนใจและน่าพิศมัยเป็นอย่างมาก
จนบางทีผมก็ไม่ได้อยากคำอธิบายหรือการตีความใดๆ
เพื่อมาถอนคำสาปนี้

10 เรื่องสั้นยากบรรยาย
ที่พูดถึงทุกเรื่องสำคัญในการเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้
ผ่านตัวละครที่ป่วยประหลาดหากมีความสุข

 
หญิงสาวผู้ตกหลุมรัก ‘พระพุทธเจ้าฯ’

---------- “ไม่หรอก ถ้าหยุด ฉันจะล้มตายลงเพราะขาดสารอาหารของวิญญาณในแบบของฉัน แต่ถ้าฉันตายไปเพราะความเจ็บปวด นั่นแปลว่าฉันกำลังมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขที่ไหนสักแห่งหนึ่ง อาจไม่ใช่บนโลกใบนี้ แต่ก็เป็นโลกที่เหมาะสมกับฉัน”

 

เด็กหนุ่มผู้ตกหลุมรักส้นสูงของแม่

---------- “คุณจะบอกว่าเซ็กซ์ที่ไม่วิปริตก็คือเซ็กซ์แบบที่มีการสอดใส่ล่ะสิ แต่สำหรับฉัน” คามิลกระทั้น “การสอดใส่ทุกรูปแบบคือการกดขี่ทั้งสิ้น”

 

ในวันที่ฝนตกลงมาเป็นคูสคูส

---------- ผู้คนมีกินกันถ้วนหน้า เมื่อมีกินก็ไม่ต้องหาเงิน ตอนนี้ทุกคนอยู่ว่างๆ ได้ และเมื่ออยู่ว่างๆ ก็ถามตัวเองว่าอยากจะทำอะไรกับชีวิตกันแน่ แต่ละคนมีความตั้งใจในชีวิตอย่างไร ส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ ทุกคนจึงยังนั่งหาคำตอบกันอยู่ ดูเหมือนตลอดมา ทุกคนต่างพยายามทำตัวให้ยุ่งกับการทำมาหากิน จะได้ไม่ต้องถามตัวเองว่าอยากทำอะไร

 

ริมฝีปากที่หายไป

---------- มะหมี่นิ่งฟังริมฝีปากพล่ามพูดอยู่ครู่ใหญ่ เธอกำลังคิดถึงภาพเจมี่เวลาไม่มีริมฝีปาก อึ๋ย! มันคงน่าเกลียดน่าชังพิลึก ลงว่าริมฝีปากหายไปเสียอย่าง หมอนั่นก็ไม่มีอะไรน่าสนใจสักนิด ว่าแล้วเธอก็ใช้มือโอบริมฝีปากสีแดงสดนั่นแล้วประคองขึ้นมาใกล้ๆ ใบหน้าของเธอ

          เออ...มันสวยมากเลย สวยจนน่าจูบ

          ร่างของเธอสั่นระริก เธอเอามือไล้ไปบนริมฝีปากนั้นเบาๆ แล้วร่างของเธอก็กระตุกเป็นจังหวะๆ อย่างควบคุมบังคับไม่ได้

 

ความรักของดอกทองผู้เคร่งจริยธรรม

---------- ฉันไม่เคยอยากเป็นอย่างพระแม่มารี ฉันไม่อยากมีลูกเป็นพระเจ้า ไม่อยากมีผัวเป็นช่างไม้ซื่อสัตย์ต่อครอบครัว ถ้าจะเป็นสักคน ฉันอยากเป็นอย่างมารี มักดาเลนา เป็นกะหรี่นักบุญ เป็นอีดอกเคร่งศาสนา เป็นอีร่านเปี่ยมจริยธรรมที่ไปโบสถ์ทุกอาทิตย์ แต่การเป็นอีดอกไม่ใช่เรื่องงาน เป็นอีดอกต้องฝึกฝน ไม่มีใครเกิดมาเป็นอีดอกได้ทันที

 

คำสารภาพของชายหนุ่มผู้จองหอง

---------- เพราะการหลุดออกจากความเป็นมนุษย์ไปสู่ความเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่มีของพระพุทธเจ้า ก็คือการเข้าไปสู่ความเป็นพระเจ้านั่นเอง เพราะพระเจ้าก็คือความไม่มีสิ่งใด แม้แต่ความว่าง เพราะนั้น พระเยซูที่บอกว่ากลับไปอยู่กับพระบิดาซึ่งก็คือพระเจ้า ก็แสดงว่ากลับไปอยู่ในความไม่มีเหมือนกัน

          ทั้งคู่อยู่ด้วยกันแต่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

 

ในทะเลทราย

---------- ข้าไม่อยากให้เจ้าตาย ข้าไม่อยากบูชายัญเจ้าให้บิดาอีกคนหนึ่งของเจ้าผู้โหดร้ายและเสแสร้ง

 

Like a Prodigy

---------- ใช่สิ ฉันเป็นผู้ที่ชื่นชมความไม่ซื่อ ความเปลี่ยนแปลง ความวิจิตรพิสดาร ฉันไม่แยแสที่จะยึดมั่นในความรักต่อแผ่นดินอันว่างเปล่าที่ใดที่หนึ่งบนพิภพนี้ ฉันเชื่อว่าสิ่งที่เรารักเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่ความรักของเราเกิดความผูกพันกับสิ่งหนึ่ง ความเชื่อหนึ่ง คุณธรรมหนึ่ง ฉันจะรู้สึกเคลือบแคลง

 

ยายแก่ที่หลังเกาะ

---------- “กูไม่กินส้ม” ชายหนุ่มหัวเราะ ดูเหมือนเขาจะไม่ได้สนใจสิ่งที่เพื่อนพูดสักนิด “ส้มมันอ่อนไป” เขาว่า “ไม่หวาน”

          “อะไรนะ” เพื่อนงง

          “ส้มมันอ่อน” ชายหนุ่มทวนคำ “แล้วก็ไม่มียุงด้วย กูกินไม่ลงหรอก”

 

เรือข้ามฟาก

---------- “ใช่ค่ะ ครูก็เป็นเหมือนเรือข้ามฟาก ฉันจะได้มีชีวิตที่ไม่ต้องเร่งร้อนนักหนา คอยอยู่ดูความเป็นไปของเด็กๆ ดูการเติบโตของพวกเขา แล้วสอนให้เขารู้ถึงคุณค่าของชีวิตที่ไม่เร่งร้อน เวลาพวกเขาเติบโตจะได้ไม่ต้องหลอกตัวเองให้วิ่งพล่านไปทางโน้นทีทางนี้ทีเพื่อหาความสำเร็จ”

อยู่กับกู๋ / กตัญญู สว่างศรี

posted on 15 Apr 2011 02:19 by readmealoneplease
 
 
 
ผมเชื่อว่าในทุกครอบครัวใหญ่ ที่มีสมาชิกด้วยกันหลายคน
ต้องมีสักหนึ่งคนในครอบครัว เป็นคนแปลกแยก
จะว่าเป็นภาระ ตัวถ่วง ชายขอบ ประหลาด หรืออะไรบางอย่างที่ยากนิยาม
อาศัยอยู่ในครอบครัวนั้น

ความสัมพันธ์ทั้งรัก ชัง ขื่นขม รังเกียจ ห่วงใย อาลัย
และอะไรบางอย่างที่ยากนิยามก็จะเกิดขึ้นกั บคนผู้นั้น
จะไล่ก็ไม่ได้ จะตัดก็ไม่ขาด เพราะเขาคือคนในครอบครัว

อากู๋ในอยู่กับกู่มีลักษณะดังกล่าวนี้
แถมมีนิสัยลักเล็กขโมยน้อยและอาการทางประสาทเป็นของแถม
ด้วยคุณสมบัติข้อหลัง ทำให้ความสัมพันธ์ยากบรรยาย
ระหว่าง ผม ในเรื่อง, คนในครอบครัว, และกู๋ จึงเกิดขึ้น

ทั้งเอือมระอา หรือแตะเฉียดความรังเกียจ
รวมไปถึงความอบอุ่น ห่วงใย และความสนุกสนานเฮฮา
ที่เกิดจากนิสัย+อาการไม่อยู่กับร่องกับรอย
จึงมีให้เห็นอยู่ในทุกบททุกตอนของอยู่กับกู๋

แต่นั่นคือเรื่องภายนอก
เพราะถ้าทะลุใต้เส้นแนวการเล่าเรื่องของผู้เขียน-กตัญญู สว่างศรี
ทำให้พบว่าในเรื่องเล่า (หรืออาจจะเป็นเรื่องจริงคละแต่ง) เล่มนี้
เต็มไปด้วยความคิดครุ่นคำนึงของผู้เขียน
ที่วนเวียนอยู่กับเรื่องความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
การเป็นคนนอก การมีตัวตน
เหตุผลและความหมายของการมีชีวิตอยู่
ความเจ็บป่วย หรือแม้แต่กระทั่งความตาย
ปรากฏอยู่ในเห็นตลอดทั้งเรื่อง

พลิกให้เห็นอีกด้านหนึ่งของสัจธรรมการมีชีวิต
ที่ไม่ได้มีเพียงแต่ด้านรื่นรมย์เสมอไป
หากแต่มีความจริงอีกหลายประการในชีวิต

ที่ต้องยอมรับ และเผชิญ

----------บางทีงานศพอาจเป็นเวิร์กช็อป เพื่อให้คนเป็นได้พยายามเข้าใจคนตายก็เป็นได้ ซึ่งความเป็นจริงคือไม่มีนักตายมืออาชีพคนไหนสามารถกลับมาแนะนำเราได้ว่า เราควรหรือจะรับมือกับสิ่งนี้อย่างไรดี มนุษยชาติจึงจัดให้มีเวิร์กช็อปเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ขาดไม่ได้โดยธรรมชาติ


 
ว่ากันว่า
การไปเที่ยว บางครั้งเพื่อนร่วมทางสำคัญกว่าสถานที่ไปเที่ยว
และไกด์นำทางสำคัญพอๆ กับสถานที่ที่ไป
ผมเชื่ออย่างสุดใจ เพราะซากะ อาโออิ สิ่งมีชีวิตในเจแปน ของ วิชัย
เป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดี

วิชัย (สิ่งมีชีวิตในโรงแรม, ตะคริว ณ นิ่วใจ, กรุณาอย่ารบกวน)
ได้มีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่น
และอย่างที่รู้ๆ กัน วิชัยไม่ใช่คนเท่ นิ่งลึก เล่นคำให้ชวนคิด
หรือโรแมนติกใดๆ แต่เข้าข่ายจิตป่วยป่วน เสื่อมสะบัด
ทำให้การเดินทางไปญี่ปุ่นของครั้งนี้ของวิชัย เต็มไปด้วยเรื่องแค็ตตาโกรี่ดังกล่าว

พอเอามาเขียนเป็นหนังสือแนวบันทึกการเดินทางอย่างสิ่งมีชีวิตในเจแปนเล่มนี้
หนังสือที่ออกมาจึงไม่ต่างอะไรกับบุคลิกของวิชัย
มีแต่เรื่องชวนให้หัวเราะอย่างไม่ยัดเยียด พฤติกรรมบ้าบิ่นผิดมนุษย์มนา (สังเกตได้จากรูปประกอบในหนังสือ)

สถานที่ท่องเที่ยวที่ธรรมดา เพราะรับรู้กันมาจากหลากสื่อ หลายไกด์บุ๊กและบันทึกการเดินทาง

จึงไม่ธรรมดาอีกต่อไป

เพราะเราได้ไกด์และเพื่อนร่วมทางป่วยป่วนอย่างวิชัย
ที่บางครั้งเอาแต่เล่าเรื่องของตัวเอง จนแม่งจะไม่สนใจญี่ปุ่น
แต่เหลือเชื่อว่า ไอ้เรื่องของตัวเองของวิชัยเหล่านั้นมันกลายเป็นพื้นที่ส่วนรวม
และเป็นประสบการณ์ร่วมของเราอย่างคาดไม่ถึง

ถึงผมจะไม่อินกับกันพลา มังงะ บลีช รองเท้าไนกี้ จิ๋มกระป๋อง จู๋ปลอม ดีวีดีโป๊
แต่เรื่องส่วนตัวบางเรื่องของวิชัย อย่างการเป็นเด็กต่างจังหวัด การนั่งรถทัวร์
แล้วคอยลุ้นว่าคนข้างๆ จะเป็นใคร

การไปในสถานที่แปลกๆ แล้วถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานกันหลง

ความเหี้ยดริฟต์นรกของรถเมล์สาย 8
หรือเสื่อมนรกอย่างการนอนเล่นจู๋ตัวเองตอนแช่อ็อนเซ็น!

ทำให้ผมรู้สึกว่าวิชัยพูดเขียนอะไรโดยไม่พยายามและไม่ต้องประดิษฐ์
ไม่จำเป็นต้องเท่ หรือสร้างแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นมาทำอะไรในโลกหล้า
แต่เขียนอย่างที่เห็นและรู้สึก

พ็อกเก็ตบุ๊กเล่มนี้จึงเหมือนการแอบอ่านไดอะรี่บันทึกการเดินทางของเพื่อน
ที่ไม่มีอะไรดีเพราะมีแต่ความอุบาทว์อย่างเป็นกันเอง
ไม่ต้องพยายามบิ้วให้น้ำตารื้นหรือกำมือแน่นคาดหัวลุกขึ้นสู้

แต่เป็นอย่างที่เป็นจริง

แม้มุมฟีลกู๊ดของวิชัยจะเป็นเรื่องเกินคาดหมายไปหน่อย
แต่ผมก็ประทับใจไม่น้อย เพราะเท่ากับว่าวิชัยไม่ได้ย่ำอยู่กับที่เดิม
มีอะไรให้คาดไม่ถึงและแปลกใจอยู่เรื่อยๆ

คงไม่ต่างอะไรกับการเดินทาง
เพราะเรื่องราวคาดไม่ถึงและความสนุกระหว่างทาง
จะเป็นเรื่องที่เราประทับใจมากเป็นพิเศษเสมอ

 
 
1

ผมเคยเอากับคนแปลกหน้า
นอกจากความรู้สึกตื่นเต้นจนเหงื่อแตกมือสั่นเป็นพื้นฐานแล้ว
ความรู้สึกแปลกแยกจากตัวเองต่างหากที่สำคัญกว่า
เพราะเสียงที่ได้ยินเหมือนไม่ใช่เสียงผมพูด
กริยาอาการบางอย่างคล้ายกับอีกคนที่เหมือนผมทับร่างผมอยู่
ไม่ใช่ควบคุมได้แต่ไม่ได้ แต่มันไม่ใช่ความของผมทั้งร้อยส่วน

แต่ในที่สุดแล้วเราก็เอากัน

หลังจากนั้นนอกจากความรู้สึกแปลกแยกจากตัวเองที่เป็นพื้นฐานแล้ว
ความแปลกแยกและแปลกหน้าก็เป็นสิ่งสำคัญ
ผมและเขากลายเป็นคนแปลกหน้าไปเสียดื้อๆ
เราต่างคนต่างผละออกจากกัน คล้ายกับการทำงานบางอย่างที่เพิ่งสำเร็จ
ในใจมันอยากทะลุทยานไปไหนสักที่
ที่ระยะทางมันเบาว่าง ห่างไกล

2

หนุ่มสาวหน้าตาดีในนอนใต้ละอองหนาวก็เอากับคนแปลกหน้า
แต่การเอาอย่างไม่สามัญของพวกเราอาจเรียกได้ว่าโรคติดต่อที่แพร่กระจายไปทั่วโลก

ทั้งปาณนา หญิงไทยที่เอากับฝรั่ง คนไทยในญี่ปุ่น และพระ
ยิ่งเอาปาณนาก็ยิ่งหนี ยิ่งเข้าสู่ความโดดเดี่ยวและคล้ายได้รับการปลดปล่อย

ซึ่งนั่นไม่ต่างจากบ๊อบบี้ นักดนตรีชาวอังกฤษที่มอบประสบการณ์การเอาที่ดีที่สุดให้แก่ปาณนา
ก่อนจะหนีไปประเทศจีน และเข้าไปยังเมืองที่ลึกขึ้น ลึกขึ้น

รวมถึงทัศน์แฟนหนุ่มของปาณนาที่สามารถเข้าไปในตัวเพื่อนสาวของปาณนาอย่างเพียงดาว
ได้ลึกและเสียวที่สุด

เจมส์ ที่แม้จะไม่ได้เอากับใครแต่หน้าที่นักเขียนและนักวิจัยในเรื่อง
ที่คอยรวบรวมข้อมูลและคล้ายการมองอย่างสายตาพระเจ้า
คอยรับรู้พฤติกรรมการเอาอย่างแปลกประหลาด

3

งานเขียนของปราบดา หยุ่นคล้ายศิลปะ
เหมือนตัดฉากสลับไปมาของแต่ละตัวละคร
แล้วนอกเหนือจากนั้นแล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคน
ที่จะรับรู้แก่นแกนที่เขามอบให้ได้มากน้อยขนาดไหน

ผมเองเคยร่วมเสพงานปราบดาอยู่ไม่กี่ชิ้น
คงไม่บังอาจตีความหรืออธิบายสัญญะในนวนิยายเรื่องนี้ได้แตกกระจ่าง
ฟุ้งไปบางว่ามันคือมีอะไรมากกว่าการเอา

หากไม่คลาดเคลื่อนปราบดากำลังจะพูดถึงตัวตน การไร้ตัวตน
ความนิยมและความกลัวแห่งยุคสมัย
ที่เข้าใจกันผ่านประสบการณ์และการรับรู้ร่วม
และอาจลามเลยไปถึงการหลุดพ้นและจักรวาล

แต่ความสามารถในการอ่านของผมมีน้อยนิด
ผมคงต้องอ่านนอนใต้ละอองหนาวอีกครั้ง และอีกครั้ง
ให้ความเข้าใจของผมไม่ละลายเร็วละม้ายเกล็ดหิมะ
เผื่อบางทีจะเข้าใจและหาทางออกได้
จากชีวิตที่วนเวียนอยู่อย่างนี้
บางครั้งที่วิธีการของมันคือการเอา

ก็คงจะดี